วันอังคารที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

วิธีการลับสมองให้ฉลาดอย่างง่ายๆ


วิธีการลับสมองให้ฉลาดอย่างง่ายๆ




วิธีการลับสมองให้ฉลาดอย่างง่ายๆ

 







       สมองของคนเรามีน้ำหนักประมาณเพียง 1.4 กิโลกรัม แต่นับว่าเป็นอวัยวะส่วนสำคัญอย่างหนึ่งของร่างกาย เพราะหากสมองไม่ทำงาน เราจะกลายเป็นเจ้าหญิงหรือ เจ้าชายนิทราไปโดยปริยาย โรคที่นับว่ากำลังสร้างสถิติการตายมาเป็นอันดับต้นๆ ในเวลานี้ คือโรคอัลไซเมอร์หรือโรคสมองเสื่อม กล่าวกันว่า คนอเมริกันใน 8 คนจะเป็นโรคอัลไซเมอร์ 1 คน นอกเหนือจากการออกกำลังกายที่จะมีส่วนช่วยแล้ว ยังมีวิธีการลับสมองที่ช่วยในการพัฒนาความจำอย่างง่ายๆที่ใครๆก็สามารถทำได้ดังนี้    
       การลับสมองส่วนความจำ 
สมองส่วนนี้จะทำหน้าที่ในการควบคุมกิจกรรมความจำทั้งหมด รวมถึงการอ่าน การมีเหตุผล การคิดไตร่ตรอง การสืบค้น และการตัดสินใจ เมื่อเราเริ่มมีอาการหลงลืม หรือมีการตัดสินใจผิดพลาด เราควรเริ่มการฝึกสมอง วิธีการง่ายๆที่จะช่วยคือ การหยิบสิ่งของในที่มืด การปิดไฟเข้าห้องน้ำ การแต่งตัวในที่มืด การรับประทานอาหารโดยใช้มือที่ไม่ถนัด หรือการเลือกฟังเพลงที่ไม่เคยได้ยินเนื้อร้องมาก่อน แล้วหัดร้องตามไปจนร้องได้ เพราะไม่แต่เพียงฝึกความจำเท่านั้น ยังเป็นการสร้างความสุขให้กับสมองด้วยเพราะสารเอ็นโดฟินหรือสารแห่งความสุขจะหลั่งออกมาด้วยในเวลาเดียวกัน    
       การลับสมองส่วนภาษา
หรือสมองส่วนการเรียนรู้ทั้งความจำและความเข้าใจด้านหลักภาษา คำศัพท์ หลักไวยากรณ์ และความคล่องตัวในการใช้ภาษา วิธีการง่ายๆที่จะฝึกสมองส่วนนี้คือ หากเราชอบอ่านหนังสือพิมพ์ ลองเปลี่ยนเป็นนิตยสารบ้าง หรือเปลี่ยนจากคอลัมน์ที่เคยอ่านเป็นประจำเป็นคอลัมน์อื่นๆบ้าง เช่น ชอบอ่านคอลัมน์การเมือง อาจเปลี่ยนเป็นคอลัมน์สุขภาพบ้าง เป็นต้น การอ่านป้ายโฆษณา หรือ จากถุงใส่ของกลับบ้าน ก็นับว่าเป็นวิธีเพิ่มพูนทางภาษาที่สนุกไม่ใช่น้อย การดูทีวี ที่มีสองภาษา หากอ่านคำแปลที่กำกับมาด้วย ก็นับว่าเป็นวิธีที่น่าสนใจเพราะนอกจากจะได้รับความรู้เพิ่มเติมแล้ว ยังช่วยเพิ่มคำศัพท์ใหม่ๆและเรียนรู้วิธีการเขียนที่แตกต่างกันอีกด้วย
    
       การลับสมองส่วนสมาธิ
สมองส่วนสมาธินี้จะควบคุมและสั่งการให้เราสามารถทำภารกิจหลายๆอย่างได้ในเวลาเดียวกัน หรือถ้าในขณะที่ทำกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง หากมีสิ่งใดมาขัดจังหวะหรือรบกวน สมองส่วนนี้ก็จะมีหน้าที่ให้เราสามารถทำกิจกรรมนั้นๆ ให้ลุล่วงไปได้ วิธีการลับสมองส่วนนี้คือการเปลี่ยนกิจวัตรประจำวันที่เคยทำเป็นประจำ เช่น จัดห้องครัวใหม่ เปลี่ยนที่วาง จาน ช้อนส้อมที่ใหม่ แล้วฝึกสมองให้สามารถจำที่ใหม่ได้ หรือการบวกลบเลขท้ายรถของรถคันข้างหน้า ในขณะที่ขับรถ เป็นต้น    
       การลับสมองด้านการมองเห็น และมิติสัมพันธ์
 คือสมองส่วนทิศทางและการสังเกตนั่นเอง วิธีง่ายๆในการลับสมองส่วนนี้คือ เมื่อไปเที่ยวสถานที่ใดที่หนึ่ง ให้จดจำว่าเราเดินไปที่ใดก่อน และทำกิจกรรมอะไรที่ใดบ้าง และเมื่อเรากลับออกมาเราเดินออกประตูไหน หลังจากนั้นเมื่อกลับไปสถานที่เดิมนั้นอีกให้ทำกิจกรรม ก่อนหลังตามลำดับอย่างที่เคยทำมาในครั้งที่มาครั้งแรกเป็นต้น หรือในขณะทีกำลังรอเพื่อน ให้ฆ่าเวลา โดยการมองไปข้างหน้าโดยใช้เวลาประมาณ2-3นาที แล้วเขียนลงบนกระดาษว่าเราเห็นสิ่งใดบ้าง คว่ำกระดาษที่เขียนลงแล้วลองเขียนอีกครั้งดูสิว่าจะได้ครบตามจำนวนเดิมหรือไม่    
       การฝึกสมอง โดยวิธีการลับสมองนั้นเป็นวิธีสร้างและขยายเซลล์ต่างๆในสมอง ให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และเชื่อมโยงประสานสัมพันธ์กัน เป็นการเพิ่มรอยหยักให้สมองอย่างมีประสิทธิภาพ ลองฝึกทำดูนะคะ เพราะหากรอยหยักในสมองเพิ่มมากขึ้นเท่าไหร่ ก็หมายความว่าเราฉลาดมากขึ้นเท่านั้น

9 เทคนิคการฝึกสมองให้ฉลาดอยู่เสมอ

สมองคือส่วนสำคัญที่สุดของคนในการคิด ฝึกหัด กลั่นกรองข้อมูลข่าวสารเรื่องราวต่างๆ หากสมอง
ขาดการคิดและการกระตุ้น ก็ไม่ต่างอะไรกับซอมบี้ และหากขาดการใช้งานบ่อยๆ เซลล์ต่างๆ ที่สำคัญที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับความสามารถ ประสิทธิภาพด้านต่างๆ ก็จะดูด่อยค่าลงอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้น คนเราจึงจำเป็นต้องบริหารสมองอยู่เสมอ การฝึกสมองมีหลายเทคนิคให้เลือกใช้ แต่จงใช้อย่างมีประสิทธิภาพให้มากที่สุด วันนี้จะมาเขียนเรื่องราวของ ทำอย่างไรให้สมองเราสามารถใช้งานได้ดี และมีเทคนิคการฝึกสมองอย่างไร ให้เราเป็นคนฉลาดอยู่เสมอ
จิบน้ำบ่อยๆ (Drink water very often) สมองประกอบด้วยน้ำ 85 % เชลล์สมอง ก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ก็เหี่ยว ถ้าไม่อยากให้เชลล์สมองเหี่ยว ซึ่งส่งผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออก แต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อย ๆ
กินไขมันดี (Enjoy good Omega 3) คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมัน ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วยปลาที่มีไขมันดีอย่าง ปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวม น้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เชลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น
นั่งสมาธิวันละ 12 นาที (Meditation 12 min a day) หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ ผ่อนคลายสุด ๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการ เห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ ( ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า ) ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน
ใส่ความตั้งใจ (Program the brain: have specific intention) การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิด ระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้น ทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งต่าง ๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่คิดขึ้น ทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน
หัวเราะและยิ้มบ่อยๆ (Laugh and Smile) ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอ็นโดรฟินซึ่งเป็นสารแห่งความสุข หลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้น ให้มีความอยากรักและหวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อย ๆ
เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน (Learn new thing everyday) สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึง สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น กินอาหารร้านใหม่ ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่ คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา เป็นต้น เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟิน และโดปามีน ซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และ สร้างสรรค์ ไปเรื่อย ๆ เมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์
ให้อภัยตัวเองทุกวัน (Forgive yourself, reduce brain stress) ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง การให้อภัยตัวเอง เป็นการลดภาระของสมอง
เขียนบันทึก Graceful Journal (Write graceful journal, good things in life every day) ฝึก เขียนขอบคุณสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มี ครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพที่ดี ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข เป็นต้น เพราะการเขียนเรื่องดี ๆ ทำให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดี ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์
ฝึกหายใจลึกๆ (Deep breath) สมองใช้ออกซิเจน 20 .25% ของออกซิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึก ๆ จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ถ้านั่งทำงานนาน ๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยึดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยายใหญ่ สามารถหายใจเอาออกซิเจนเข้าปอดได้เพิ่มขึ้นอีก 20 % การมีสมองที่ดีก็เหมือนทักษะทุกอย่างในโลกที่ เรียนรู้ได้ แต่จะเก่งหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ถ้าเราดูแลและฝึกฝนสมองให้ดี คุณภาพชีวิตก็จะดีตาม
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : beauty.vwander.com
                               www.agingthai.org

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น